Contact    Map    Sitemap     
Home Product Download Customer Support About Partner News Site Referrence
 
 
   
 
ข่าวประจำวันที่ 02-04 กันยายน 2551



โพสต์ทูเดย์

พาณิชย์นัดประชุมกม.ค้าปลีก5ก.ย.นี้

โพสต์ทูเดย์ — พาณิชย์ นัดประชุมคณะกรรมการยกร่าง กม.ค้าปลีกฯ นัดแรก 5 ก.ย.นี้ หวังช่วยโชห่วย ตลาดสด ร้านค้าเฉพาะอย่าง

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ก.ย.นี้ คณะกรรมการศึกษาและพัฒนาธุรกิจค้าปลีกค้าส่งไทย ที่ ได้รับการอนุมัติแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา จะมีการประชุมนัดแรกโดยจะเร่งพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทยและของโลกใหม่

รวมถึงพิจารณาผลดี ผลเสีย และความจำเป็นของการมีกฎหมาย กำกับดูแลการประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของไทย เพราะขณะนี้ สถานการณ์ค้าปลีกค้าส่งไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การออก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง จะต้องทันกับเหตุการณ์ในปัจจุบันมากที่สุด

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวเป็นเพราะกฎหมายเดิมที่ยกร่างโดยกระทรวงพาณิชย์ มุ่งแก้ปัญหา ให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน ห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ (โมเดิร์น เทรด) ไม่ได้ทำธุรกิจแข่งโชห่วยเพียงอย่างเดียว บางพื้นที่แข่งขัน กับตลาดสด ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าเฉพาะอย่าง เพราะขายสินค้า ทุกประเภท

ส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่เฉพาะโชห่วย แต่ยังมีตลาดสด ร้านค้าเฉพาะอย่าง จึงต้องหาแนวทางให้แข่งขันกันอย่างเป็นธรรมที่สุด และต้องพัฒนาให้โชห่วยมีศักยภาพในการทำธุรกิจมากขึ้น

นายยรรยง เปิดเผยว่า การจัดทำกฎหมายค้าปลีกค้าส่งใหม่ใน ครั้งนี้ ต้องจัดประเภทธุรกิจค้าปลีกใหม่ กำหนดพื้นที่ในการก่อสร้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ห้างค้าส่งค้าปลีกมาขายแข่งกับตลาดสด หรือโชห่วยในบริเวณใกล้เคียงกัน รวมถึงต้องกำหนดประเภทของสินค้าที่จะ ขายในห้างค้าส่งค้าปลีกด้วย

“ปัจจุบันห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ขยายประเภทธุรกิจมากขึ้น เพื่อขายสินค้าแข่งกับตลาดสด หรือ ร้านค้าเฉพาะอย่าง เช่น ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า จนส่งผลให้ผู้ประกอบการตลาดสด และร้านค้าเฉพาะอย่างได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการโชห่วย จึงจำเป็นต้องเร่งออกกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้รายเล็ก รายใหญ่ แข่งขันกันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น” นายยรรยง กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีที่ห้างค้าส่งค้าปลีก ขนาดใหญ่ขายสินค้าราคาถูก จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคมาก แต่ต้องไม่ใช่มาจากการบีบบังคับให้ ผู้ผลิต (ซัพพลายเออร์) ขายสินค้าให้ในราคาต่ำ เพราะจะทำให้ซัพพลาย เออร์ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ ลดลง ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง






ประชาชาติธุรกิจ

ไทยมีลุ้นรับแผน "วอล-มาร์ต" ลงทุนในอาเซียน

รอยเตอร์ส รายงานว่า วอล-มาร์ต ยักษ์ค้าปลีกของสหรัฐกำลังพิจารณาจะเปิดสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าจะเพิ่มยอดขายในตลาดต่างประเทศให้ได้ 10% ในปีนี้ โดยอยู่ที่ 100 พันล้านดอลลาร์ เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐที่กำลังเผชิญปัญหาในตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อที่ตึงตัว

"วิเซนต์ ทริอัส" ซีอีโอประจำภูมิภาคเอเชียของวอล-มาร์ต กล่าวว่า ตลาดต่างประเทศน่าจะทำผลงานได้โดดเด่นกว่าตลาดสหรัฐ โดยเราตั้งเป้าจะทำยอดขายในตลาดต่างประเทศให้ได้ถึง 100 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว วอล-มาร์ตรายงานผลกำไรในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 17% อยู่ที่ 3.45 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของยอดขายดังกล่าวมาจากยอดขายในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25.26 พันล้านดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานล่าสุดก็ยังไม่เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และผลงานที่ต่ำกว่าเป้าดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่า ภาวะยากลำบากยังจะดำเนินต่อไป

ล่าสุด วอล-มาร์ตเพิ่งเปิดสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียที่ฮ่องกง ซึ่งในเอเชีย วอล-มาร์ตขยายธุรกิจในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านเซยู 394 สาขาในญี่ปุ่น และเปิดสาขาในจีนกว่า 200 แห่ง ยังไม่นับรวมถือหุ้นส่วนน้อยในทรัสต์ มาร์ต ในจีน และร่วมทุนกับภารติ เอนเตอร์ไพรส์ ในอินเดีย

ต่อข้อถามว่า มีประเทศใดในเอเชียอีกที่วอล-มาร์ตอาจจะเข้าไปเปิดสาขา ซึ่ง "ทริอัส" ระบุว่า เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ต่างเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้วยกันทั้งนั้น






ประชาชาติธุรกิจ

สิ้นหวังรอพ.ร.บ.ค้าปลีกฉบับใหม่ ห้างท้องถิ่นมหาสารคามเร่งปรับตัวสู้บิ๊กซียึดพื้นที่

ค้าปลีกท้องถิ่นสารคามงัดกลยุทธ์ทุกรูปแบบเตรียมสู้บิ๊กซีเปิดบริการปลายปีนี้ ขณะที่เซเว่นอีเลฟเว่นเร่งปูพรมยึดอำเภอรอบนอก ด้านประธานหอการค้ามหาสารคาม ฟันธงท้องถิ่นสิ้นหวัง ไม่ได้อานิสงส์จากการยกร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกฉบับใหม่ เพราะกว่าจะมีผลบังคับใช้ค้าปลีกยักษ์แห่ขยายสาขาเต็มประเทศแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.มหาสารคามว่า ขณะนี้การก่อสร้างอาคาร 4 หลัง พื้นที่ใช้สอยอาคารละ 9 พันตารางเมตรของบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ บริเวณริมถนนถีนานนท์ ติดริมฝั่งลำน้ำชี บ้านดินดำ ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม มีความคืบหน้าไปแล้วเกือบ 90% และเตรียมที่จะเปิดปลายปีนี้ ทำให้ ผู้ประกอบการค้าปลีกในเมืองมหาสารคามต่างเตรียมความพร้อมรับมือการแข่งขัน ที่ร้อนแรงขึ้น

นายอภิรักษ์ อรัญเสน ผู้จัดการทั่วไปห้างเสริมไทยพลาซ่า ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในฐานะที่เป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ของท้องถิ่นอยู่คู่ชุมชนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ห้างเสริมไทยฯจึงเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เชื่อว่าชุมชนจะไม่ทิ้งเราไปไหนเพราะมีความผูกพันกันมานาน งานบุญ งานกุศล งานสังคมเราช่วยท้องถิ่นตลอด นี่คือสิ่งที่ห้างยักษ์ไม่มี และราคาสินค้าของห้างค้าปลีกยักษ์ส่วนใหญ่ก็ใกล้เคียงกัน

"เมื่อก่อนหากมีห้างใหญ่มาเปิด เราอาจจะกลัวว่าจะเกิดผลกระทบ แต่ปัจจุบันไม่น่าจะมีผล เพราะเรามีการพัฒนาปรับปรุงตนเองตลอดเวลา บริหารจัดการมุ่งตอบสนองความต้องการสร้างความพึงพอใจผู้บริโภคมาโดยตลอด เช่น มีการออกบัตรเครดิตการ์ดของห้างเสริมไทยพลาซ่า โดยเฉพาะสมาชิกสามารถนำไปใช้จ่ายสินค้ากับห้างพันธมิตรทั่วประเทศกว่า 10 แห่ง โดยมีส่วนลดและสิทธิประโยชน์มากมาย"

นายอภิรักษ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการดึงร้านค้าชั้นนำที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่ในความนิยมของคนรุ่นใหม่ นักศึกษา คนวัยทำงาน เข้ามาให้บริการลูกค้าภาย ในห้าง ไม่ว่าจะเป็นเคเอฟซี ฮอตพอตสุกี้ สเวนเซ่นส์ แบล็คแคนยอน ฯลฯ โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบไตรมาสต่อไตรมาส

สำหรับภาพรวมยอดขาย 2 ไตรมาสที่ผ่านมานั้นถึงแม้เศรษฐกิจประเทศจะผันผวนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดเวลา ทำให้ผู้บริโภครัดเข็มขัดการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยอดขายของเสริมไทยพลาซ่ายังเพิ่มกว่าสิบเปอร์เซ็นต์

ด้านนายภาณุพงษ์ ลัทธิ์ถีระสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มมาร์ท โมเดิร์นเทรด จำกัด ค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นสาขามหาสารคามให้ความเห็นกรณีเดียวกันนี้ว่า การสู้กับค้าปลีกยักษ์ข้ามชาติไม่ใช่ครั้งแรก เพราะสาขาแรกเปิดที่ จ.ขอนแก่น บริษัทสามารถฟันฝ่ายืนต้านท่ามกลางวงล้อมค้าปลีกข้ามชาติอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน เพราะมีสินค้าให้บริการหลากหลายครบวงจร

สำหรับสาขามหาสารคามยอดขายก็พุ่งสูงทุกไตรมาส ซึ่งบริษัทได้จัดทำกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกระดับ พร้อมทั้งมีการทำโปรโมชั่นตลอดเวลาทั้งสถานีวิทยุ แผ่นปลิว รวมทั้งอินเทอร์เน็ต

"กลยุทธ์เด็ดของเราที่ทำเสมอต้นเสมอปลายคือ การออกรับออร์เดอร์จากลูกค้า คือร้านค้าปลีกตามชุมชนต่างๆ พร้อมบริการจัดส่งสินค้าให้โดยไม่ต้องเข้ามาสั่งซื้อสินค้าที่ห้าง ต่างจากการไปซื้อสินค้าที่ห้างค้าปลีกยักษ์เพราะต้องเสียค่าขนส่ง เพิ่มขึ้น และเราเน้นการให้บริการด้วยความซื่อสัตย์ มุ่งปล่อยสินค้าออกเร็ว เอากำไรน้อย จึงมั่นใจว่าลูกค้าขาประจำของเราหลายพันรายจะยังอุดหนุนเราตลอดไป" นายภาณุพงษ์กล่าว

ด้านนายสมาน คุตไชยกุล เจ้าของห้างสมานบุ๊คซึ่งมีสาขากระจายอยู่ในเขตอำเภอรอบนอก 11 สาขา ใน จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และบุรีรัมย์ กล่าวว่า การรุกเปิดสาขาของค้าปลีกยักษ์บางครั้งก็ต้องทำใจ เพราะพ่อค้าจะร่วมมือกันคัดค้านอย่างไร แต่ผลสุดท้ายห้างเหล่านั้นก็เปิดได้เหมือนเดิม

สำหรับค้าปลีกอำเภอรอบนอกของ จังหวัดมหาสารคามตั้งแต่ต้นปีก็มีร้าน เซเว่นอีเลฟเว่นมาเปิดแทบทุกอำเภอ ซึ่งในช่วงแรกกระทบห้างสมานบุ๊คเล็กน้อยจึงมีการปรับตัวสู้ เช่น ทำธุรกิจเสริมหลายๆ อย่าง การลดสต๊อกให้พอดี เปิดพื้นที่ให้บริษัทสินค้าเช่าพื้นที่โชว์สินค้า ปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทุกด้าน

ขณะที่นายสุทิน พรมงคลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาระบบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เพื่อยกร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก เรื่องนี้ค้าปลีกท้องถิ่นคงไม่ได้อานิสงส์ เพราะกว่าจะประกาศเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ บรรดาค้าปลีกยักษ์คงขยายสาขาเต็มพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว เรียกว่าช้าไปแล้ว ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของห้างยักษ์ เพราะตอนนี้เริ่มย่อขนาดลง ขยายสาขาตามอำเภอ ตามอาคารพาณิชย์แล้ว






ประชาชาติธุรกิจ

สูตรสำเร็จดึงผู้บริโภค ตจว. "โมเดิร์นเทรด" จับมือ "บันเทิง" บุก !

คอลัมน์ จับกระแสตลาด

แม้ว่าระยะหลังๆ นี้ "เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์" จะหันไปโฟกัสธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดความบันเทิง "ในบ้าน" อีกขาหนึ่ง แต่ในขาธุรกิจ "โรงหนัง" คอร์บิสซิเนสก็ยังเดินหน้าลงทุนอย่าง ต่อเนื่องเช่นกัน

เป็นการวางยุทธศาสตร์ที่ทำให้ทั้งธุรกิจโรงหนังและโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์มีความแข็งแรงและเติบโคควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

"วิชา พูลวรลักษณ์" ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ "เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป" ย้ำเสมอว่า โมเดลการลงทุนในธุรกิจโรงหนังของเมเจอร์ฯ นั้นมีหลากหลายโมเดล ทั้งที่เป็นสแตนด์อะโลน ไปกับดิสเคานต์สโตร์ ไปกับไลฟ์สไตล์มอลล์ ไปกับศูนย์การค้า หรือช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ ฯลฯ

และทุกรูปแบบ "เมเจอร์" ก็พร้อมที่จะเปิดรับพันธมิตรรอบด้าน

ล่าสุด "เมเจอร์" ได้แถลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ "เทสโก้ โลตัส" หลังจากที่ร่วมมือกันแบบหลวมๆ มา 5-6 ปีก่อนหน้านี้แล้ว

"วิชา" บอกว่า ความร่วมมือระหว่างเมเจอร์ฯ กับเทสโก้ โลตัสนั้นได้เริ่มมา ตั้งแต่เมื่อครั้งเปิดสาขาบางกะปิ เมื่อ ปี 2545 ปัจจุบันโรงหนังเมเจอร์ได้เปิดให้บริการในสาขาของเทสโก้ โลตัสแล้ว 6 สาขา คือ บางกะปิ, สมุย, พิษณุโลก, กระบี่, เพชรบูรณ์ และศาลายา และจะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา ภายในสิ้นปีนี้ คือ นวนคร, บ้านโป่ง (ราชบุรี), ศรีนครินทร์ (เทพารักษ์) และนครปฐม รวมทั้งสิ้นประมาณ 70 โรง

คาดว่าจะเปิดเพิ่มอีกประมาณ 10 สาขาในปีหน้า รวมสิ้นปีหน้าน่าจะมีโรงหนังของเมเจอร์ที่เปิดใน เทสโก้ โลตัส รวม 20 สาขา หรือประมาณ 100 โรง คาดว่าน่าจะใช้งบฯลงทุนทั้งหมดรวมๆ 900 ล้านบาท

นอกจากโมเดลขนาดเล็กแล้ว "เมเจอร์ฯ" กับ "เทสโก้ โลตัส" ยังมี โปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่ "รัตนาธิเบศร์" ซึ่งมีแผนจะลงทุนในแบรนด์ "ดิ เอสพละนาด รัตนาธิเบศร์" อีกด้วย

"เทสโก้ โลตัส มีหลายโมเดลที่ขยาย และเทสโก้ โลตัสก็เป็นศูนย์รวมของชุมชนในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า สถาบันการเงิน ฯลฯ ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ขณะที่เมเจอร์ฯ เองก็วางตัวเป็นศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับทุกชุมชน ความร่วมมือกันในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบโจทย์คอนซูเมอร์ได้ลงตัวที่สุด ที่สำคัญ ตอนนี้ในหลายๆ จังหวัดยังขาด เทสโก้ โลตัส และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไลฟ์สไตล์ เราจึงต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ตลาดขยายตัวได้มากกว่าที่เป็นอยู่"

"วิชา" บอกด้วยว่า สำหรับเมเจอร์ฯ แล้วอยากเข้าไปร่วมลงทุนกับโลตัสในทุกๆ ทำเล ไม่ว่าจะเป็นโลเกชั่นระดับเอ บี หรือซี ขึ้นอยู่กับว่าเทสโก้ โลตัส มีพื้นที่ให้หรือไม่ และเชื่อด้วยว่าดภายใน 3 ปีข้างหน้านี้เมเจอร์ฯ จะมีสัดส่วนรายได้จากต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นจาก 20% ในปัจจุบันเป็น 40% ได้ไม่ยากนัก

ขณะที่ "กวิน สัณฑกุล" กรรมการ และประธานบริหารฝ่ายการตลาด เทสโก้ โลตัส บอกว่า นับจากนี้ไปความร่วมมือระหว่างโลตัสกับเมเจอร์ฯ จะเป็นไปแบบมียุทธศาสตร์มากขึ้น เพราะจากการเก็บข้อมูลในสาขาที่เมเจอร์ฯ ไปเปิดให้บริการแล้ว พบว่ามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

"การลงทุนของเราเองก็มีหลาย โมเดลเช่นกัน แต่ละโมเดลเราก็พยายามนำโปรดักต์ใหม่ๆ เข้ามา

เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่มาซื้อสินค้าเท่านั้น ที่ผ่านมาเราได้ทำเซอร์เวย์สอบถามความต้องการของลูกค้า และพบว่าลูกค้าของเราอยากได้อะไรที่มากกว่าการจับจ่ายซื้อสินค้า และหลังจากเปิดโรงหนังไปแล้ว 6 สาขาก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการสร้างอัตราการเติบโต"

ส่วนสาขาที่เปิดโรงหนังได้นั้นคงต้องเป็นสาขาที่เป็นโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 70 สาขา

แต่ก็ใช่ว่าทั้ง 70 กว่าสาขานั้นจะเปิด โรงหนังได้ทั้งหมด สาขาที่เปิดได้ต้องมีพื้นที่ประมาณ 15,000 ตร.ม.ขึ้นไป เพราะต้องแบ่งให้เมเจอร์ฯ อย่างต่ำ 3,500 ตร.ม. สำหรับสาขาใหม่ หากมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับเมเจอร์ฯได้ก็จะไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายปี 2550 ที่ผ่านมา "เมเจอร์ฯ" เองก็เปิดตัวเป็นพันธมิตรกับฟาก "บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์" พร้อมทั้งยังได้ลงทุนเปิดโรงหนังใน "บิ๊กซี" ไปแล้วถึง 7 สาขา เป็น นครสวรรค์ 5 โรง, ฉะเชิงเทรา 5 โรง, ชลบุรี 4 โรง, ธัญบุรี 4 โรง, นวนคร 4 โรง, และในนามแบรนด์ "อีจีวี" อีก 2 สาขา คือ ราชดำริ 7 โรง และอ้อมใหญ่ 5 โรง

ส่งผลให้ภาพการรุกตลาดต่างจังหวัดในโมเดลขนาดเล็กจำนวน 4-5 โรงของ "เมเจอร์" มีความชัดเจนมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในประเด็นนี้ "กวิน" บอกว่า เทสโก้ โลตัส ไม่ได้ซีเรียสว่าเมเจอร์ฯจะเป็นพันธมิตรกับบิ๊กซีฯ มาก่อน อย่างเช่น สาขานวนคร บิ๊กซีฯ กับ เทสโก้ โลตัส มีรั้วติดกัน ตอนนี้บิ๊กซีฯ เปิดโรงหนังไปแล้ว และเทสโก้ โลตัสก็จะเปิดโรงหนังเช่นกัน

ที่สำคัญ โรงหนังที่เปิดก็เป็นของ "เมเจอร์ฯ" ซึ่งในยุคการค้าเสรีถือว่าไม่แปลก เพราะ "เอ็มเค สุกี้" หรือ "ซีเอ็ด" ก็ยังเปิดในทุกห้างได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ "เมเจอร์" จะพิจารณาว่าจะลงทุนทั้ง 2 ศูนย์ในทำเลเดียวกันหรือไม่อย่างไร

สำหรับเทสโก้ โลตัสแล้ว เชื่อว่าด้วยความหลากหลาย บรรยากาศ และโลเกชั่นที่ดี จะทำให้แบรนด์ "เทสโก้ โลตัส" เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้มากกว่า






ประชาชาติธุรกิจ

"เซ็นทรัล"โล่งอก มิดไนต์เซลฉลุย กวาดยอด 800 ล.

"เซ็นทรัล" รูดม่านงานมิดไนต์เซล ม็อบการเมืองไม่กระทบนักช็อป 5 วัน ยอดทะลุเป้า กวาดนิ่มๆ 800 ล้าน แคมเปญโดนใจ-ลูกค้ารอคอย เผยสาขารอบนอกคึกคัก-เครื่องสำอางยอดละลิ่ว

แม้ว่าตลอดช่วงเวลา 6-7 วันก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จะต้องเผชิญหน้ากับความสับสนและความไม่ชัดเจนทาง การเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและอารมณ์การจับจ่าย แต่แคมเปญใหญ่ "มิดไนต์เซล" ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ที่จัดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากงานมิดไนต์เซล (27-31 สิงหาคม) จบลง และสรุปตัวเลขยอดขายรวมออกมา ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับจากลูกค้าดีและส่งผลให้ยอดขายของห้างเติบโตจากปีที่แล้วถึง 11% ซึ่งตลอดช่วง 5 วันของการจัดงาน มียอดขายจากทุกสาขา (ยกเว้นรังสิต หาดใหญ่ สีลม คอมเพล็กซ์) และห้างสรรพสินค้าเซน รวมเป็นจำนวนกว่า 800 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 700 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 100 ล้านบาท

นางสาวปิยวรรณกล่าวด้วยว่า ตอนแรกค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า แต่หลังจากสรุปงานทั้งหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวแทบไม่ส่งผลกระทบต่อลูกค้าประจำของเซ็นทรัลเลย อย่างกรณีของงานเซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2008 ครั้งที่ 10 ที่มีการจัดงานเปิดตัวในวันที่ 26 สิงหาคม ซึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและไปจนถึง 28 กันยายน บรรยากาศเปิดตัวงานในวันแรกสังเกตพบว่าลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี

"ส่วนหนึ่งเชื่อว่าจากข้อเสนอพิเศษต่างๆ ที่มอบให้ลูกค้าเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี งานมิดไนต์เซล ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาในส่วนของเคาน์เตอร์ปกติ แผนกเครื่องสำอางและน้ำหอม รวมถึงการเปิดให้ลุ้นเซ็นทรัล กิฟต์การ์ด และคะแนนสะสม เดอะ วัน การ์ด ลุ้นคูปองเงินสด ซึ่งครั้งนี้เราใช้งบฯการตลาด 50 ล้านบาท"

นางสาวปิยวรรณกล่าวต่อไปว่า การที่ ผู้บริโภคยังออกมาใช้จ่ายในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากบริเวณที่มีปัญหายังไม่กินพื้นที่กว้างนัก สังเกตจากการทราฟฟิกของลูกค้าในแต่ละสาขายังอยู่ในเกณฑ์ที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขารอบนอกที่จัดว่าคึกคักมากคือ บางนา และสินค้าที่มียอดขายสูงของงานมิดไนต์เซลครั้งนี้ หลักๆ เป็นสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 15% ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นสินค้าที่มียอดขายดีอยู่แล้วในช่วงที่มีโปรโมชั่นสำคัญของห้าง

"เราจัดงานมิดไนต์เซลมานานและได้รับการยอมรับ และเป็นงานที่ลูกค้าประจำของเซ็นทรัลรอคอย และงานมิดไนต์เซลนี้ก็จะจำกัดไว้เพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น" นางสาวปิยวรรณกล่าว






ประชาชาติธุรกิจ

ยิ่งเจริญตลาดสดปรับอากาศ ติดตั้งระบบปิดของเบทาโกร

"เบทาโกร" รุกขยายตลาดอุปกรณ์ฟาร์มครบวงจร เปิดตัวสินค้าใหม่ VenTECH ชุดอุปกรณ์ควบคุมอากาศในโรงเรือนปิดกับ PowerTECH ชุดพัดลมระบายอากาศ มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดปศุสัตว์ กรีนเฮาส์ ตลาดสด และโรงงาน ล่าสุดกลุ่มตลาดสดยิ่งเจริญสั่งติดตั้ง VenTECH ไปแล้ว 2 รายการ ขณะที่เบทาโกรตั้งความหวังฟันยอดขายไม่ต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า บริษัท บี. อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ เทคโนโลยี่ จำกัด ในเครือเบทาโกรร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประสบความสำเร็จในการวิจัยนวัตกรรมใหม่สำหรับพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรรวม 2 โครงการด้วยกัน คือ

1) โครงการ VenTECH ชุดอุปกรณ์ควบคุมสภาวะอากาศภายในโรงเรือนระบบปิด (Ventilation Controller) ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของการเลี้ยงไก่และสุกร ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานไม่ต่ำกว่า 30% ปัจจุบันมีฟาร์มไก่และสุกรใน 22 จังหวัดสนใจติดตั้ง VenTECH แล้วกว่า 230 โรงเรือน โดยบริษัทมีกำลังการผลิต VenTECH ปีละ 1,000 ชุด มูลค่ารวม 15-20 ล้านบาท กับ 2) โครงการ PowerTECH ชุดพัดลมระบายอากาศประหยัดพลังงาน มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 360 ตัว/เดือน เริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 359 ตัว

นายเชิดชาย สินธุ์สังข์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บี. อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ เทคโนโลยี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ฟาร์มครบวงจรในเครือเบทาโกร กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทวางแผนพัฒนาตลาดสินค้า VenTECH ในวงกว้างมากขึ้น โดยจัดสรรงบฯจำนวน 5 ล้านบาท สำหรับโฆษณาประชาสัมพันธ์ในกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมธุรกิจโรงเรือนพืช/ดอกไม้พันธุ์ต่างประเทศ (กรีนเฮาส์), ธุรกิจร้านอาหารในมหา วิทยาลัย และโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งธุรกิจ ตลาดสด ในพื้นที่กรุงเทพฯ

ปีนี้มีลูกค้าในธุรกิจตลาดสดจำนวน 2 แห่งที่สนใจนำนวัตกรรม VenTECH ไปช่วยควบคุมอุณหภูมิในตลาดสดให้เย็นสบายและมีสุขอนามัย ได้แก่ ตลาดยิ่งเจริญ สะพานใหม่ ดอนเมือง เฟสแรกใช้งบฯ 3 ล้านบาท สำหรับติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิภายในตลาดสดระบบเปิด cooling ventilation คิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมด 20,000 ตร.ม. กับตลาดสดยิ่งเจริญ สาขาบางพลี ใช้งบฯลงทุนจำนวน 10 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าบริษัทจะขยายกลุ่มลูกค้าตลาดสดเพิ่มขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า 5 ราย เช่น ตลาดสดพรานนก, แฮปปี้แลนด์ ฯลฯ

นายเชิดชายกล่าวอีกว่า ในปีหน้าบริษัทยังตั้งเป้าส่งออก VenTECH ไปยังตลาดต่างประเทศ ด้วยการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ เช่น เวียดนาม, ลาว, บังกลาเทศ, ปากีสถาน, อินเดีย เป็นต้น รวมทั้งวางแผนแนะนำสินค้าผ่านทางงาน แสดงนวัตกรรมสินค้าในต่างประเทศ เช่น อินเดีย-เวียดนาม รวมทั้งงานวิฟเอเชีย ที่กรุงเทพฯด้วย

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจเนื่องจากมีอัตราเติบโตของยอดขายอยู่ที่ปีละ 10% ภายหลังบริษัททยอยเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในปีนี้จะผลักดันยอดขายให้เติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% คิดเป็นมูลค่ายอดขายประมาณ 300-400 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งตลาด 15% ของมูลค่าตลาดรวม 4,000 ล้านบาท

อนึ่ง นอกจากนี้สินค้านวัตกรรมทั้ง 2 ชนิดแล้ว บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 6 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาระบบเครื่องชั่งน้ำหนักอาหารในถังไซโล 2) โครงการพัฒนาแผ่นความร้อนสำหรับให้ความอบอุ่นลูกสุกร 3) โครงการพัฒนาระบบผลิตก๊าซชีวภาพและบริหารจัดการสำหรับฟาร์มสุกร 4) โครงการพัฒนา inverter เพื่อประหยัดพลังงานในโรงเรือนแบบปิด 5) โครงการพัฒนาประสิทธิภาพของ cooling pad เพื่อประหยัดพลังงาน 6) โครงการพัฒนาคุณสมบัติความยืดหยุ่นของวัสดุ PVC






กรุงเทพธุรกิจ

"ค้าปลีก"หวั่นกำลังซื้อชะลอตัวรอประเมินก่อนปรับแผน

นายชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เดอะมอลล์ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพราะไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ แต่ยังไม่มีการปรับแผนหรืองดกิจกรรมทางการตลาดแต่อย่างใด

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทุกอย่างดำเนินงานตามแผนงานเดิม พร้อมประเมินสถานการณ์วันต่อวันว่าจะมีผลกระทบหรือต้องปรับตัวอย่างไรมากกว่า

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เข้มงวดในแง่ระบบรักษาความปลอดภัยในทุกสาขามากยิ่งขึ้น ขณะที่เวลาเปิด-ปิดยังคงใช้กำหนดเวลาเดิม

"ธุรกิจในบริเวณที่เกิดเหตุน่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าย่านชานเมืองหากสถานการณ์ไม่ร้ายแรงไปกว่านี้ ก็ไม่น่าจะกระทบกำลังซื้อมากนักแต่ถ้ายืดเยื้อก็ต้องมาดูกันอีกครั้งว่าจะปรับแผนอย่างไร" นายชำนาญกล่าว

ทางด้านนางสาวสิรินิจ โชคชัยฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาด บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจทำให้ประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย แต่ขณะนี้โรบินสันยังไม่มีการปรับแผนการตลาดแต่อย่างใด ยังคงมีแคมเปญส่งเสริมการขายกระตุ้นกำลังซื้อย่างต่อเนื่อง

อาทิ รายการถึงก่อนมีสิทธิก่อน แคมเปญโรบินสันท้าท่องโลก นอกจากนี้โรบินสันยังมุ่งการทำซีอาร์เอ็มกับลูกค้าโดยเน้นสื่อสารโดยตรงกลุ่มลูกค้าประจำผ่านการใช้เอสเอ็มเอสและโทรศัพท์ในการแจ้งข้อมูลข่าวสาร สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งอยู่ระหว่างเตรียมการจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งเป็นฤดูกาลขายที่สำคัญของธุรกิจค้าปลีก






ไทยโพสต์

พาณิชย์งัดแผนสกัดกักตุนสินค้า อนุมัตินมกล่อง-น้ำมันถั่วเหลืองขึ้น

กองบรรณาธิการ

"ไชยา" สั่งกรมการค้าภายใน งัดแผนสกัดพ่อค้ากักตุนสินค้า ฉวยโอกาสขายแพง ช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขู่โทษทั้งปรับ จำคุก "ยรรยง" รับลูกทันควัน สั่งเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศตรวจตราภาวะสินค้า เปิดแผนเข้ม หากทำให้ตลาดปั่นป่วนถึงขั้นต้องห้ามส่งออก รมว.พาณิชย์ไฟเขียวนมกล่อง-น้ำมันพืชถั่วเหลืองขึ้น แต่ต้องรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ

นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ภายหลังที่มีการประกาศใช้พระราชกำหนดบริการราชการในภาวะฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยให้มีการติดตามผู้ประกอบการร้านค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ให้ดำเนินการกักตุนสินค้าหรือขึ้นราคาสินค้า โดยหากพบว่ามีการกักตุนสินค้าระวางจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาทตามกฎหมาย ซึ่งหากประชาชนพบเห็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการกระทำความผิดก็สามารถแจ้งกรมการค้าภายในได้ทันที

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์สินค้าในกรณีที่เกิดภาวะไม่ปกติ ที่อาจจะทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนมีการแห่กักตุนสินค้า หรือมีพฤติกรรมฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าจนทำให้ภาวะตลาดสินค้าปั่นป่วน ซึ่งกรมฯ จะติดตามดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประวันของประชาชน เช่น ข้าว นม อาหารกึ่งสำเร็จ รูปบรรจุภาชนะ น้ำมันพืช ผงชูรส และสินค้าขั้นพื้นฐาน เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก สี ยางรถยนต์ เป็นต้น

ทั้งนี้ มาตรการที่จะนำมาใช้กับสินค้าดังกล่าว หากเกิดภาวะไม่ปกติจะมีการใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ เพื่อกำหนดเวลา สถานที่ และโควตาในการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในการเพิ่มการสำรองสต็อกสินค้า หรือปันส่วนผู้ที่มีสต็อกสินค้ามากให้กับรายไม่เพียงพอ หรือถ้าสถานการณ์เข้าขั้นรุนแรงอาจห้ามไม่ให้มีการส่งออกสินค้าชนิดที่มีปัญหาเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ

"ขณะนี้สถานการณ์สินค้ายังอยู่ในภาวะปกติ เท่าที่ตรวจสอบยังไม่ได้รับการร้องเรียนเข้ามา แต่ต้องเตรียมแผนรอบรับไว้ก่อน ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าค้าภายในจังหวัดและเจ้าหน้าที่สำนักงานชั่ง ตวง วัด ออกตรวจสอบสถานการณ์สินค้าตามจังหวัดต่างๆ แล้ว เพราะถ้าเกิดภาวะไม่ปกติที่จะวัดจากความตื่นตระหนก พ่อค้ากักตุนก็ต้องใช้มาตรการเข้มทันที" นายยรรยงกล่าว

ส่วนการพิจารณาให้ปรับขึ้นราคาสินค้านั้น ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจาก รมว.พาณิชย์ ที่จะอนุมัติให้ปรับราคาสินค้านมพาสเจอร์ไรซ์ และน้ำมันถั่วเหลืองขึ้นราคา โดยนมพาสเจอร์ไรซ์จะให้ปรับราคาขึ้นไม่เกิน 1 บาท (ขนาด 200 ซีซี) ให้กับผู้ประกอบการ 4 รายที่ขอปรับราคาเข้ามา ด้านน้ำมันถั่วเหลืองจะอนุมัติให้ปรับขึ้นตามราคาที่คณะอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืชมีมติคือ 4.50 บาท/ขวด

อย่างไรก็ตาม ราคาใหม่จะมีผลก็ต่อเมื่อกรมฯ ได้ ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ผลิตรับทราบแล้วเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่ถือว่าไม่มีผลต่อการปรับขึ้นราคา ส่วนน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ยังไม่เห็นชอบให้ปรับขึ้นราคา






ผู้จัดการรายวัน

รายงาน:กลยุทธ์การทำธุรกิจค้าปลีกให้ยั่งยืน

จากนโยบายการเปิดเสรีการค้า ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกในหลายรูปแบบ ทั้งดิสเค้าสโตร์ ค้าปลีกขนาดกลางและรายเล็กต้องมีการปรับตัวเพื่อรับการแข่งขันเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผลสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกนั้นต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดบริษัทซีพี ออลล์ ได้จัดการสัมมนาเพื่อให้ความรู้กับผู้ทำธุรกิจค้าปลีกจะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน โดยนายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ ซีพี ออลล์ ได้นำประสบการณ์ในการบริหารงานจนประสบความสำเร็จมาถ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกได้ทราบว่าสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือความง่าย สะดวก ความรวดเร็ว คุณภาพสินค้า ความคุ้มค่า ความทันสมัย และช่วยแก้ปัญหาเติมเต็มสิ่งที่ต้องการรวมถึงความสวย สุขภาพดีทั้งการและใจ ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กต้องปรับให้ตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังต้องมีการปรับตัวในรูปแบบของร้านและการให้บริการ กระบวนการจัดการ และการพัฒนาคัดเลือกสินค้าและบริการซึ่งรวมถึงการโปรโมชั่นและการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ซึ่งผู้ค้าปลีกต้องมีการปรับตัวให้รวดเร็วเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของลูกค้า โดยต้องสร้างความแตกต่างในสายตาลูกค้าสร้างความคุ้มค่าและค้นหาความต้องการรวมถึงโอกาสใหม่ ๆ ในการขายสินค้าและบริการ

สำหรับแนวทางความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องธุรกิจค้ปลีกจะต้องมีการประสานความสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการเงิน ทั้งนี้ต้องมีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและมีการติดตามความเคลื่อนไหวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตามข้อมูลการสินค้าและการเป็นพันธมิตรกันเพื่อใช้ในการต่อรองซื้อสินค้านั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากมีการรวมตัวกันซื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายใหญ่หรือพ่อค้าคนกลางมักจะเสียเปรียบ ซึ่งหากซื้อจำนวนมาก ๆ ก็จะทำให้มีการต่อรองได้ดีกว่า เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการรายย่อยมักจะเสียเปรียบและมองว่าพ่อค้าคนกลางเป็นเสือนอนกิน ผู้ประกอบการเหล่านี้มีอำนาจเหนือตลาด จนทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย ไม่สามารถต่อรองการซื้อสินค้าในราคาต่ำได้ จนกระทั่งห้างดิสเคาน์สโตร์เกิดขึ้นและช่วยผู้ประกอบการรายย่อยสามารถซื้อสินค้าในราคาถูกต่ำได้ ทำให้พ่อค้าคนกลางและผู้ผลิตรายใหญ่สูญเสียผลประโยชน์จึงต้องพยายามผลักดันให้มีกฎหมายพรบ.ค้าปลีกออกมาควบคุมดิสเคาน์สโตร์ ซึ่งนายสุวิทย์ กิ่งแก้ว ผู้บริหารของซีพี ออลล์ บอกว่ารัฐไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายมาควบคุมเพราะมีแนวทางในการแก้ปัญหาเช่น รัฐส่งเสริมให้มีการฝึกอบรม การสนับสนุนเงินทุนและการรวมกันเป็นพันธมิตรก็จะสามารถแก้ปัญหาค้าปลีกรายย่อยสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน






ผู้จัดการออนไลน์

ผู้ว่าฯลั่นไฟเขียวโลตัสเปิดใน 3 อำเภอ หากชาวบ้านเห็นด้วย

ตราด – ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส พบผู้ว่าฯตราด ขอสนับสนุนตั้งห้างเทสโก้ โลตัส ในตราด 3 อำเภอ ผู้ว่าฯตราด พร้อมอำนวยความสะดวก แต่ “เทสโก้” ต้องถามชาวตราดเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย

วันนี้ (2 ก.ย.) ที่ห้องประชุมเล็กศาลากลาง จ.ตราด นายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผู้ว่าราชการ จ.ตราด และส่วนราชการ ประกอบด้วย นายดำริ จุลวัฒฑะกะ พาณิชย์ จ.ตราด นายสุวัฒน์ กลิ่นขจร โยธาธิการและผัง เมือง จ.ตราด

พร้อมภาคเอกชน ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ตราด นายสุมิตร เขียวขจี รองประธานหอการค้า จ.ตราด ให้การต้อนรับ นายธนวรรษ บุญโต ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายกิจการบรรษัทและ กฎหมาย บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิทเทม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท เจ้าของ ห้างเทสโก้ โลตัส

นายธนวรรษ บุญโต กล่าวในที่ประชุมว่า การเดินทางมาพบผู้ว่าราชการ จ.ตราด ครั้งนี้ เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นของทางจังหวัดและนโยบายของจังหวัดและภาคเอกชนของ จ.ตราด ว่า หากทาง เทสโก้ โลตัส จะมาเปิดการลงทุนธุรกิจใน จ.ตราด โดยการลงทุนครั้งนี้จะลงทุนสร้างห้างเทสโก้ โลตัส ขนาดไม่เกิน 300 ตารางเมตรใน จ.ตราด ขณะนี้ได้เตรียมการลงทุนไว้ใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองตราด อำเภอแหลมงอบ และอำเภอเกาะช้าง

ก่อนหน้านี้ จังหวัดตราด และภาคเอกชนใน จ.ตราด ได้เคยต่อต้านไม่ให้มีการก่อสร้างห้างเทสโก้โลตัส เนื่องจากเกรงว่า จะกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยของจังหวัดตราด ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ จึงขอทราบนโยบายจากทุกฝ่ายก่อน ว่าจะมีแนวทางอย่างไรและมีจุดยืนอย่างไร

นายแก่นเพชร กล่าวว่า ที่ผ่านมา ในสมัยผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคนเก่า และภาคเอกชนของ จ.ตราด เช่น หอการค้า จ.ตราด มีความคิดเห็นไม่ต้องการให้มีการก่อสร้าง เนื่องจากหวั่นว่าผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นชาวตราด จะได้รับผลกระทบอีกทั้งยังมีกฎหมายผังเมืองห้ามดำเนินการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใน จ.ตราด แต่จังหวัดตราดเห็นด้วยและพร้อมอำนวยความสะอวดให้เทสโก้โลตัส มาลงทุนในจังหวัดตราด มั่นใจว่าจะเกิดผลดีต่อ เศรษฐกิจ จ.ตราด

อย่างไรก็ตาม ขอให้ทางห้างเทสโก้โลตัส ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละพื้นที่ (อำเภอ) ที่จะก่อสร้างว่ามีชาวบ้านเห็นด้วยกับการมาลงทุนก่อสร้างหรือไม่ หากประชาชนเห็นด้วยจังหวัดตราดก็พร้อมจะ อำนวยความสะดวกให้

ด้าน นายสุมิตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาชาวตราด ได้เคยต่อต้านการมาเปิดห้าง เทสโก้โลตัส มาครั้งหนึ่งแล้ว และมีการออกมาต่อต้านของผู้ประกอบการรายย่อยใน จ.ตราด จำนวนมาก พร้อมมีการติป้ายต่อต้าน ตามร้านค้า ต่างๆ และตามสี่แยกต่างๆ ซึ่งหอการค้า จ.ตราด ก็มีมติออกมาคัดค้านในเรื่องนี้เพราะการมาลงทุนจะส่งผลกระทบ ต่อผู้ประกอบการรายย่อยใน จ.ตราด อย่างมาก หากจะมีการก่อสร้างจริงๆ ไม่แน่ใจว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่

สำหรับ เทสโก้ โลตัส ที่จะมาลงทุนใน จ.ตราด จะลงทุนในระดับห้างขนาดเล็ก (โลตัสเอ็กซเพรส) คล้าย ร้าน 7-11 เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น และมีพื้นที่น้อยกว่า 300 ตารางกิโลเมตร ส่วนตลาดโลตัสจะมีขนาด 1,000 ตารางเมตร และมากกว่า 1,000 ตารางเมตร จะเป็นห้างเทสโก้ขนาดใหญ่






โพสต์ทูเดย์

พณ.เตรียมแผนรับสินค้าในภาวะไม่ปกติ

กระทรวงพาณิชย์ เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ราคาสินค้าในสภาวะไม่ปกติ

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กรมฯ เตรียมแผนรองรับสถานการณ์สินค้าในกรณีที่เกิดภาวะไม่ปกติ โดยผู้ประกอบการและประชาชนแห่กักตุนสินค้า หรือมีพฤติกรรมฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า จนทำให้ภาวะตลาดสินค้าปั่นป่วน และจัดสินค้าให้เพียงพอโดยเฉพาะสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประวันของประชาชน เช่น ข้าว นม อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะ น้ำมันพืช ผงชูรส ปูนซีเมนต์ เหล็ก สี ยางรถยนต์

นายยรรยง กล่าวว่าสถานการณ์สินค้าขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในภาวะปกติ เท่าที่ตรวจสอบยังไม่ได้รับการร้องเรียนเข้ามา แต่ต้องเตรียมแผนรอบรับไว้ก่อน ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ค้าภายในจังหวัด และเจ้าหน้าที่สำนักงานชั่ง ตวง วัด ออกตรวจสอบสถานการณ์สินค้าตามจังหวัดต่าง ๆ แล้ว ถ้าเกิดภาวะไม่ปกติที่จะวัดจากความตื่นตระหนก พ่อค้ากักตุน ก็ต้องใช้มาตรการเข้มและดำเนินการตามกฎหมายทันที






โพสต์ทูเดย์

ไฟเขียวขึ้นราคานมกล่อง-นมถั่วเหลือง

รมว.พาณิชย์ ไฟเขียว ขึ้นราคานมกล่อง-น้ำมันถั่วเหลือง รอแจ้งผู้ผลิตก่อนปรับ

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ ได้ลงนามอนุมัติให้ผู้ผลิตปรับขึ้นราคานมพาสเจอร์ไรซ์ นมยูเอชที และน้ำมันถั่วเหลืองแล้ว

โดยให้ผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ และนมยูเอชที 4 ราย ได้แก่ หนองโพ, เมจิ, โฟร์โมส ปรับขึ้นอีกกล่องละ 1 บาท(ขนาด 200 ซี.ซี.) ส่วนนมบรรจุขวด(800 ซี.ซี.) ปรับขึ้นอีกขวดละ 3.75 บาท

ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองให้ปรับขึ้นได้ขวด( 1 ลิตร) ละ 4.50 บาท เพิ่มเป็นขวดละ 54 บาท แต่ผู้ผลิตยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ในทันทีจนกว่าผู้ผลิตจะได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาดังกล่าวจากกรมการค้าภายในอย่างเป็นทางการก่อน ขณะที่น้ำมันปาล์มยังไม่อนุมัติให้ปรับขึ้นในขณะนี้






คม ชัด ลึก

จี้รัฐเร่งยุติปัญหาเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ธปท.รับการเมืองแรงเกินคาด-โชคร้ายศก.ไทย

ธปท.รับการเมืองรุนแรงกว่าที่คิด โชคร้ายของเศรษฐกิจไทย จี้รัฐต้องเร่งยุติปัญหาไม่ให้ลุกลาม ภาคเอกชนระบุกระทบภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นสั่นคลอน คู่ค้าไม่มั่นใจในการขนส่งสินค้า ห่วงกระทบต่อเนื่องถึงการลงทุน ด้านปลัดคลังยังมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง แต่ไม่ควรปล่อยยืดเยื้อ

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ถือเป็นความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิด ถือเป็นความโชคร้ายของระบบเศรษฐกิจไทย เพราะจะส่งผลกระทบทันทีต่อการค้าและร้านค้ารายย่อย รวมทั้งความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของประชาชน และต่อเนื่องไปถึงการใช้จ่าย การลงทุนโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ธปท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้คงไม่สามารถประเมินว่าการเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด

"ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้รุนแรง และน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา หากรัฐบาลสามารถดูแลให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจบได้อย่างรวดเร็ว และไม่ลุกลามรุนแรงไปกว่านี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หรือลุกลามมากขึ้น ก็ถือเป็นความโชคร้ายของเศรษฐกิจไทย" นางอัจนากล่าว

หวั่นลุกลามกระทบส่งออก

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ ประเทศไทยจะถูกมองว่าไม่ปลอดภัย ทำให้นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวยิ่งชะลอการเดินทางเข้ามา ซึ่งรัฐบาลควรยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวโดยเร็ว เพราะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ คือ การคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว ไม่ให้เกิดความรุนแรง

"ขณะนี้เอกชนกำลังประสบปัญหาในการส่งออกสินค้า เพราะมีหลายสมาคม เช่น สมาคมข้าว สมาคมสิ่งทอ มีการร้องเรียนว่าการส่งออกสินค้าไม่เป็นไปตามกำหนด หลังจากที่เกิดการประท้วงของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพราะมีพนักงานหยุดงานประท้วง ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายมากกว่านี้จะกระทบต่อคู่ค้าของไทย อาจจะหันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งแทน ดังนั้น เรื่องนี้ต้องดูให้ดี เพราะการส่งออกเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสินค้าส่งออกก็มี อาหารสด ผัก ผลไม้ หากส่งสินค้าไม่ทันกำหนดเวลาก็จะเกิดการเน่าเสียได้" นายสันติกล่าว

นายนานเดอร์ จี ฟอน เดอ ลูเฮ ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ชาวต่างชาติที่ไม่ได้อยู่ในไทยเกิดคำถามว่าสถานการณ์ในไทยปลอดภัยมากน้อยเพียงใดและเกิดความลังเล หากต้องเดินทางมาไทย และแม้ว่าไทยจะเป็นทางเลือกหนึ่งของการเข้ามาลงทุน แต่สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ จะถูกนำไปเป็นปัจจัยลบของการตัดสินใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยหรือไม่ และเป็นเรื่องยากที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาไทย และกรณีประกาศภาวะฉุกเฉินยิ่งย้ำถึงความวุ่นวายของสถานการณ์

”ตัวผมอยู่เมืองไทยมากว่า 20 ปี ผมเข้าในสถานการณ์ดี และมองว่ายังไม่รุนแรง ไม่ได้ตระหนกมาก เพราะได้เห็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ.2535 แต่ก็ยังหวังว่าการประกาศภาวะฉุกเฉิน จะยกเลิกโดยเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ และสังคมไทยจะได้หาทางออกในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ” นายฟอน เดอลูเฮกล่าว

ยืดเยื้อกระทบเชื่อมั่น-ลงทุน

นายชายนิด โง้วศิริมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เดินมาถึงทางตัน โดยแต่ละฝ่ายไม่มีทางออก การไม่ยอมรับซึ่งข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายคือปัญหาใหญ่ที่นำไปสู่การแตกหัก ทำลายล้างกันอย่างถึงที่สุด โดยหากให้ประเมินสถานการณ์ในตอนนี้ ต้องบอกว่าเลวร้ายไม่ส่งผลดีกับใครเลย ก่อความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมาก ทั้งนี้ มาตรการหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นจากการประท้วงขัดขืน ไม่เพียงสร้างความลำบากให้รัฐบาลในการบริหารประเทศเท่านั้น แต่ยังก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

"ตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวกระทบแล้วแน่นอน จากภาพความรุนแรงและการปิดสนามบิน ต่อมาเชื่อว่าภาคส่งออกจะกระทบตาม หากมีการปิดสนามบินเพิ่ม สินค้าขนส่งไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ผลกระทบต่อการลงทุน ซึ่งเริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้ว จากความตื่นตระหนกของชาวต่างชาติที่เห็นข่าวที่นำเสนอไปทั่วโลก เรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในไทยทำให้ความมั่นใจเริ่มถดถอยไป แม้จะยังเชื่อว่าประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีหลายอย่าง แต่เมื่อเกิดเหตุประท้วงและยืดเยื้อ ก็ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง" นายชายนิดกล่าว

คลังชี้พื้นฐานเศรษฐกิจยังแกร่ง

ด้านนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เชื่อว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้นัก ลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในไทย เพราะเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จะไม่มองจุดใดจุดหนึ่งเป็นการเฉพาะ และหากสถานการณ์คลี่คลาย ก็เชื่อว่าจะมีสัญญาณที่เป็นบวกทั้งเชิงทัศนคติและความเชื่อมั่น ทั้งนี้ ในแง่พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับที่คาดการณ์คือ ประมาณ 5% และบวกอีกเล็กน้อย

“สำหรับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมนั้น เชื่อว่าหลายสถาบันที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้านี้ และล่าสุดก็ยังคงมีมุมมองเหมือนเดิมสำหรับเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง โดยเชื่อว่าเรายังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและมีแรงเหวี่ยงพอที่จะนำพาให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับ 5% บวกอีกเล็กน้อย” นายศุภรัตน์กล่าว

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้เกิดความชะล่าใจ และเชื่อว่า ภาครัฐและเอกชนจะพยายามดูแลในจุดนี้ เพราะถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลายลง ในแง่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการลงทุนก็จะดีขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็จะเร่งรัดให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับงบประมาณรายจ่ายปี 2552 นั้น เชื่อว่าจะมีการเบิกจ่ายได้ทันในเดือนตุลาคมนี้






 
 

 

 


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Login สมัครสมาชิก สนใจสินค้าและบริการ สายด่วนฝ่ายบริหาร สมัครงาน อีเมลล์ เอด้าซอฟท์
 
SiteReference
บริษัท เอด้าซอฟท์ จำกัด 99 ซ.ลาดพร้าว94 ( ปัญจมิตร) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 
โทร. 02-5301681 (Auto) , แฟกซ์ 02-5301681 ต่อ1109 สายด่วน 085-9020222 , 085-9030222   
© สงวนลิขสิทธ์โดย บริษัท เอด้าซอฟท์ จำกัด พุทธศักราช 2544 >ออกแบบและจัดทำโดย webmaster@ada-soft.com